Hosting สำหรับการทำ SEO

admin   July 28, 2014   Comments Off on Hosting สำหรับการทำ SEO

การเลือกHosting ที่ไม่มีประสิทธิภาพจะนำไปสู่การสูญเสียอันดับในการทำ SEO ได้จริงหรือไม่?

หาก Hosting ที่คุณเลือกมีการหยุดทำงานหรือล่มบ่อยครั้งจะนำไปสู่ผลกระทบต่ออันดับในการค้นหา หากจะยกตัวอย่างของเหตุการณ์ให้เห็นภาพ ก็จะสามารถกล่าวได้ดังนี้ ประมาณเที่ยงคืน ระบบเซิร์ฟเวอร์จะมีการสำรองข้อมูล กระบวนการนี้จะง่ายมากหากมีจำนวนผู้เข้าชมมีไม่มากนัก การสำรองใช้เวลาไม่นานเพียง 10-15 นาที จำนวนผู้ชมบางคนหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วอาจจะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มากนัก จะถูกเปลี่ยนเส้นทางให้ไปยังหน้า ชั่วคราว ซึ่งหน้านี้จะเป็น 404 error ผลก็คือทำให้ Google เอาหน้านั้นออกดัชนีของตนเพราะคิดว่าหน้านี้ไม่มีตัวตน แต่จะกลับมาเช็คหน้า 404 error อีกครั้ง เหตุการณ์อาจจะไม่ทำให้สูญเสียอันดับไปเลย อาจจะส่งผลเพียงครึ่งวันเท่านี้

อาจจะมีหลายอย่างผิดพลาดดังนี้ ครั้งแรก: ทุกหน้าควรจะได้รับสถานะโค้ดว่า 503 code ซึ่งหมายความว่า  “temporarily unavailable” ถ้ามีโค้ดนี้ Google จะกลับมาเช็คใหม่อีกครั้งและค่อนข้างจะเร็วและยังไม่ลบดัชนีออกจากการค้นหา  กรณีที่สอง: ถ้าหน้าเพจไม่ได้รับการ redirecting หรือ error อะไรเลย การสำรองข้อมูลของคุณก็ควรจะทำงานโดยไม่ก่อผลกระทบอะไรเลยให้กับเว็บไซต์ของคุณ และนี่คือวิธีทางเดียวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มี Hosting ใดที่จะไม่ส่งผลต่อการทำ SEO ของคุณ

Hosting สำหรับการทำ SEO คืออะไร?

หลายท่านอาจจะงงว่า แล้ว SEO Hosting คืออะไร? แล้วทำไมต้องมี  IP address จำพวก Class C มาเกี่ยวข้อง ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า การใช้โฮสติ้งแบบนี้ก็เพื่อการสร้างเว็บเน็ตเวิร์คขึ้นมาใช้เอง ซึ่งหลายท่านอาจจะมีหลายร้อยหลายพันเว็บสำหรับสร้างเน็ตเวิร์คส่วนตัว ทีนี้ เมื่อเราทำการเช่าโฮส โฮสก็จะส่ง IP ของเซิร์ฟเวอร์มาให้ ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีกี่ร้อยเว็บไซต์ คุณก็จะได้ IP เพียงชุดเดียว คือ ร้อยเว็บไซต์ก็จะมีหมายเลข IP ที่ซ้ำกัน เช่น

หมายเลข IP : 67.45.123.87

  • หมายเลขชุดแรก “67”เราจะเรียกว่า Class A
  • หมายเลขชุดที่สอง “45” เราจะเรียกว่า Class B
  • หมายเลขชุดที่สาม “123” เราจะเรียกว่า Class C (ตัวเอกของเราที่กำลังพูดถึงนี้)
  • และสุดท้ายก็คือชุดที่สี่ “87” เราจะเรียกว่า Class D

เมื่อคุณเช่า Hosting สำหรับเว็บเน็ตเวิร์คเดียวกัน คุณก็จะได้หมายเลข IP ที่เหมือนกันนั้นคือ

67.45.123.87  และ 67.45.123.79

จากตัวเลขข้างบน จะเห็นได้ว่า คุณได้รับหมายเลข IP ที่มีหมายเลขชุดที่สาม หรือ คลาส C เป็นตัวเลข 123 เหมือนกันซึ่งสำหรับการทำ SEO แล้วจะมีผลต่อการดันอันดับให้กับหน้าเว็บไซต์หลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ Google จะทราบทันทีเมื่อส่ง อัลกอลิทึ่มเข้าตรวจสอบ backlink หาก ลิงค์ที่ส่งไปยังหน้าเว็บไซต์หลัก หรือ Money site นั้นมาจากเซิร์ฟเวอร์ หรือ เน็ตเวิร์ควงเดียวกัน Google จะไม่รอช้าที่จะแบนทั้งเว็บเน็ตเวิร์ค รวมไปถึงหน้าหลักด้วย เว็บไซต์จะหายไปจากการค้นหาของกูเกิ้ลไปตลอดกาล หากโชคดีก็อาจจะถูกลงโทษซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความหนักเบาของกูเกิ้ล บางครั้งเว็บไซต์อาจจะกลับมา หรือไม่อาจจะต้องทำเว็บไซต์ใหม่ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองเวลาและเงินทุนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น SEO Hosting จึงเป็นการใช้บริการหลายโฮสติ้ง ต่างเครื่องกัน ต่าง IP Class และต่าง name server กัน เพื่อการสร้างเน็ตเวิร์ค สร้างลิงค์เข้าหากันภายในเน็ตเวิร์ค และการดันอันดับให้กับหน้าเว็บไซต์หลัก

การเลือก SEO Hosting ที่ดีควรจะเป็นอย่างไร

จากการทำงานด้านเว็บไซต์ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมวงการเดียวกัน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเลือก Hosting สำหรับ SEO นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ปัจจุบันมีผู้ให้บริการโฮสติ้งมากมาย และต่างก็มีการแข่งขันกันสร้างโปรโมชั่นและแบ่งแพ็คเกจให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ที่มีความหลากหลายได้ดีมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ให้บริการโฮสติ้งจะมีประสิทธิภาพเหมือนกันหมดทุกราย ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะแนะนำหลักการเลือกพิจารณาก่อนที่จะใช้บริการ SEO Hosting เพื่อธุรกิจออนไลน์หรือเว็บไซต์ของคุณโดยคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้

  • IP address คือสิ่งสำคัญเป็นหมายเลขที่ไม่ซ้ำกันและจะระบุสถานที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ของคุณบนอินเตอร์เน็ต ดังที่เรากล่าวไว้ข้างต้น ถ้าคุณเลือกใช้ shared host หรือ virtual private server คุณก็จะได้หมายเลข IP ร่วมกับผู้อื่น แต่ถ้าเลือกใช้แบบ dedicated server คุณก็จะมี IPaddress ที่ไม่ซ้ำใคร
  • ที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ – เป็นเหตุผลหนึ่งที่สำคัญในการจัดอันดับของ Google นั้นคือ การพิจารณาการจัดอันดับเว็บไซต์นั้น กูเกิ้ลจะพิจารณาจากตำแหน่งที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ทั้งในการค้นหาท้องถิ่นและทั่วไป ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจภายในประเทศ และมีลูกค้าเป้าหมายในประเทศ ก็ควรจะเลือกใช้บริการ Hosting ภายในประเทศนั้นดีที่สุด
  • Uptime – คือระยะเวลาที่เซิร์ฟเวอร์ให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ค่านี้จำเป็นมากสำหรับตัวชี้วัดการทำ SEO เป็นอย่างมาก หากเว็บไซต์ของคุณล่มบ่อย ก็จะส่งผลเสีย มีโอกาสสูงมากที่ Google จะไม่จัดอันดับเว็บไซต์ของคุณถ้าหน้าเว็บเข้าไม่ได้หรือล่มบ่อยจนเกินไป หลักการเลือกนั้น ก็ต้องดูค่า Uptime ของแต่ละผู้ให้บริการว่ามีค่าเท่าใด ส่วนใหญ่มักจะรับประกันที่ 99.9% แต่ขอแนะนำให้คุณค้นหาข้อมูลและรีวิวของผู้ที่เคยใช้บริการจริงๆก่อน จึงค่อยตัดสินใจ
  • ความยาวนานในการทำธุรกิจ – บริษัทที่เปิดมานานย่อมจะมีประสบการณ์ที่ดีกว่าบริษัทที่เพิ่งเปิดหรือเปิดได้ไม่นาน ดังนั้นบริษัทเหล่านี้จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงทั้งบริการและการดำเนินงานอยู่เสมอ มิฉะนั้นแล้วพวกเขาคงจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจมาเป็นระยะเวลานานได้
  • ชื่อเสียง – อะไรคือชื่อเสียงของบริษัทผู้ให้บริการ? อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าหรือแม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีต้องการในด้านบริการ? การที่ค่าเช่าโฮสติ้งมีราคาถูกแลกกับการโหลดหน้าเว็บไซต์ที่ช้ามากและมีการทำงานที่ล้าสมัยใช่หรือไม่?
  • การรีวิว – ค้นหาการรีวิวเกี่ยวกับการให้บริการ Hosting ที่คุณให้ความสนใจอยู่ ความคิดเห็นในด้านการให้บริการ การให้คำแนะนำ และการซัพพอร์ท คุณสามารถค้นหาได้จากฟอรั่มหรือเวบบอร์ดเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ การทำ SEO หรือแม้กระทั่งโซเซียลต่างๆ
  • อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ? สุดท้ายก่อนที่คุณจะลงมือตัดสินใจเลือกโฮสติ้งนั้น คุณจะต้องรู้เสียก่อนว่าคุณต้องการอะไร คุณต้องการใช้โฮสแบบไหน  แบบ VPS เพราะว่ามันสามารถรองรับผู้เข้าชมที่มากมายได้ หรือว่า คุณจะเลือกแบบ dedicated server? หรือ แบบ shared hosting สิ่งเหล่านี้คุณจะต้องตอบโจทย์ในสิ่งที่คุณต้องการก่อน

ประเภทของ Hosting

  • Shared hosting providers: เป็นบริการที่มีราคาไม่แพงมากนัก และเป็นที่นิยมในการจัดแพ็คเกจ เหมาะสมกับนักทำเว็บไซต์มือใหม่ มีหน้าเพจไม่กี่หน้า และมีคนเข้าชมจำนวนไม่มากนักแต่ละผู้ให้บริการจะมีข้อจำกัดในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแบนด์วิธ, ดิสสเปคและได้หมายเลข IP คลาส C ที่เหมือนกันกับเว็บไซต์ของผู้อื่นด้วย
  • Managed VPS providers: เหมาะสำหรับธุรกิจและองค์กรที่เน้นการทำธุรกิจออนไลน์ สามารถรองรับผู้เข้าชมได้มากกว่า ไม่จำกัดการใช้งานสามารถลงโปรแกรมใดๆก็ได้ตามความต้องการ สำหรับ IP นั้นก็ยังต้องใช้ หมายเลขชุดเดียวกันกับผู้ใช้อื่น
  • Dedicated Hosting Service : เหมาะกับเว็บไซต์ใหญ่ๆ ที่คนเข้าชมหลายหมื่นหรือเป็นล้านคนในระยะเวลาเดียวกันได้ โดยค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าการให้บริการอื่น แต่เป็นการเอื้ออำนวยต่อการทำงานของผู้ดูแลเว็บไซต์ได้มากกว่า

การเลือกผู้ให้บริการ Hosting ที่ดีนั้นมีส่วนเป็นอย่างมากในการสร้างความสำเร็จให้กับเว็บไซต์หรือธุรกิจของคุณ ดังนั้นการเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือและมีความจริงใจในการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสุดวิสัยหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดให้กับเว็บไซต์ของคุณได้ (ซึ่งส่งผลเสียต่อการจัดอันดับในทาง SEO) เช่น การโหลดหน้าช้า, ล่มบ่อย หรือ ด้านการรักษาความปลอดภัย

แต่ว่าการเลือก ผู้ให้บริการ Hosting นั้น ไม่ได้เป็นการรับประกันว่า เว็บไซต์หลักของคุณจะติดอันดับแรกหรือมีคนเข้าชมตามที่คุณคาดหวังไว้ ทั้งนี้จุดประสงค์ของโฮสติ้งสำหรับ SEO นั้นเป็นการมุ่งตอบสนองการสร้างเน็ตเวิร์คที่มีหมายเลข IP ที่ไม่ซ้ำกัน ดังนั้นการที่จะให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพหรือได้ผลตามที่ต้องการจึงต้องขึ้นอยู่กับวิธีการทำ SEO ของผู้ดูแลเว็บไซต์นั้นๆเองว่า จะใช้วิธีการใด ซึ่งในปัจจุบันก็มีวิธีการที่หลากหลาย และให้ผลไม่เหมือนกัน ดังนั้นการใช้ Hosting ที่เหมาะกับการทำ SEO นั้นจึงเป็นเสมือน ตัวช่วยในการลดความเสี่ยงในการถูกลดอันดับจากเสิร์ชเอนจิ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการดันอันดับให้กับ Money Site เท่านั้นเอง